ทำไมดูดไขมันในช่องท้องออกไปไม่ได้ ?

ไขมันในช่องท้อง ดูดไขมัน

การดูดไขมันช่วยเรื่องความสวยงาม แต่ไม่ช่วยเรื่องการลดน้ำหนัก และไม่ช่วยให้สุขภาพดีขึ้นด้วย เพราะไขมันที่เกาะที่ผิวหนัง ต่างจากไขมันบริเวณอื่น ไม่ส่งผลต่อปริมาณไขมันในโลหิต

สำหรับคนที่ลงพุง มีส่วนที่ไม่สามารถดูดออกได้อยู่บริเวณช่องท้อง ซึ่งเป็นจุดที่ต้องระวังสำหรับคนที่คิดจะดูดไขมันท้องด้วยวิธีอื่น เพราะเหมือนจะดูดออกได้ แต่ห้ามเอาออกเด็ดขาด ก่อนอื่นมาทำความรู้จักประเภทของไขมันในร่างกายมนุษย์กันก่อน

ไขมันแบ่งเป็น 3 ส่วน

1. ไขมันในหลอดเลือด

ไขมันดี ไขมันเลว

ไขมันต่างๆ ในกลุ่มนี้ ถ้าจะลดต้องคุมเรื่องอาหารและออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่สามารถลดด้วยการดูดไขมันออกได้ ส่วนไขมันดี ก็ควรเลือกกินอาหารที่มี HDL สูงๆ

แบ่งออกเป็น 2 ประเภทย่อยๆ ดังนี้

1.1. คอเลสเตอรอล

  • ไขมันเลว (LDL) เกาะตามส่วนต่างๆ
  • ไขมันดี (HDL) จับไขมันเลวไปทำลาย
1.2 ไทรกลีเซอรไรด์

 

2. ไขมันใต้ผิวหนัง

ไขมันใต้ผิวหนัง

สะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายทั้ง ต้นแขน ขา ท้อง น่อง หน้าอก เอว เหนียง ฯลฯ โดยปกติไม่มีอันตราย แต่มีผลในเรื่องความสวยงาม และภาพลักษณ์ ทั้งชายและหญิงที่มีไขมันใต้ผิวหนังเยอะ จะดูไม่ดีต่อคนอื่น

ถ้ามีไขมันสะสมในระดับไม่ถึงกับโรคอ้วน เหมาะกับการดูดไขมันเพื่อให้สัดส่วนลดลง เข้ารูปมากขึ้น ช่วยให้เข้าสังคม ออกงาน ได้ดียิ่งขึ้น โดยไม่ต้องซ่อนหุ่นด้วยชุดรัดๆ

ถึงไขมันใต้ผิวหนังจะไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยตรง แต่การที่มีไขมันสะสม ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า มีไขมันในกระแสเลือดและในช่องท้องในปริมาณที่สูงเช่นกัน

3. ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat)

ไขมันในช่องท้อง

เป็นส่วนที่อันตราย และไม่สามารถดูดไขมันออกได้ สะสมในอวัยวะต่างๆ ตามร่างกาย ที่เห็นชัด คือ บริเวณท้อง สามารถซึมเข้ากระแสเลือดได้

หลายคนเข้าใจว่าเอาออกได้ แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะถ้าดูดออกจะส่งผลอันตรายต่ออวัยวะภายใน ต้องใช้วิธีลดตามธรรมชาติเท่านั้น

วิธีการเช็คไขมันในช่องท้อง ทำได้ง่ายๆ โดยการวัดเส้นรอบเอวเป็นหน่วยเซนติเมตร แล้วนำไปวัดกับความสูงหาร 2 เช่น ถ้าคุณสูง 160 เซนติเมตร เอวไม่ควรเกิน 80 เซนติเมตร (31.4 นิ้ว) ถ้าเส้นรอบเอวมากกว่า จะมีความเสี่ยงต่อการที่มีไขมันสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น สมองตีบ ไขมันพอกตับ เบาหวาน โรคหัวใจ อัมพาต

ไขมันในช่องท้อง กำจัดอย่างไรโดยไม่ต้องดูด

การลดไขมันส่วนนี้ ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ ต่อเนื่องอย่างน้อยวันละ 45-60 นาที ประมาณ 5 วันต่อสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายดึงไขมันส่วนเกินออกไปใช้งาน จะช่วยลดไขมันที่พอกตามส่วนต่างๆ ของร่างกายออกไปได้ดียิ่งขึ้น

ดูดไขมันหน้าท้องให้ปลอดภัย

แพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางจะวิเคราะห์ไขมันในช่องท้องได้ดี และเลี่ยงการดูดในบริเวณนั้น เพื่อความปลอดภัยของผู้เข้ารับการรักษาเสมอ ต่างจากหมอมือใหม่ที่ขาดประสบการณ์ และอาจเลือกลดหน้าท้องคนไข้ให้มากที่สุดจนส่งผลเสียต่อสุขภาพภายหลัง

สำหรับการดูดไขมันสมัยใหม่แบบไม่ต้องศัลยกรรม ไม่ต้องเจาะเข้าร่างแบบพวก Smartlipo, CoolSculpting (Cryolipolysis), คลื่น RF/Ultrasound การส่งคลื่นไปบริเวณท้อง อาจส่งผลเสียบ้างเพราะควบคุมระดับความลึกไม่ได้เที่ยงตรง 100% ต่างจากเข็มแคนูล่า แต่ถ้าพนักงาน (ส่วนใหญ่ไม่ใช่แพทย์) คุมระดับพลังงานเครื่องดี จะไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ